
บนพื้นผิวของหลอดไฟ UV นั้น ส่วนที่มีสีดำบริเวณปลายหลอดไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาด้านรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญานที่บ่งบอกถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในหลอดไฟอีกด้วย การสตาร์ทหลอดไฟซ้ำๆ หรือการปิดหลอดไฟก่อนเวลาอันควร จะส่งผลให้อิเล็กโทรดเสื่อมสภาพ และหากไม่มีการปรับแต่งค่าของบัลสต์ให้เหมาะสม ก็จะส่งผลให้สเปกตรัมของแสงที่ออกมาเปลี่ยนแปลงไป ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ ค่าแสงที่ออกมาจะเปลี่ยนแปลงไปในช่วง 365 นาโนเมตร ความทนทานของโฟโตรีซิสต์ก็จะลดลง และอัตราการผลิตก็จะไม่สม่ำเสมอ
สิ่งที่สำคัญจริงๆ ก็คือพลังงานที่ถูกส่งไปยังพื้นผิววัสดุ ไม่ใช่ค่าวัตต์ที่ระบุไว้บนฉลาก โดยเราใช้หลอดไฟไอโอไดด์แกลเลียมที่มีการปรับแต่งให้ส่งแสงในช่วง 365 นาโนเมตรอย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นช่วงความยาวคลื่นที่โฟโตอินิเชียเตอร์ในโฟโตรีซิสต์ต้องการใช้งาน ค่าแสงสูงสุดที่ส่งไปยังพื้นผิววัสดุจะอยู่ที่ ≥1200 มิลลิวัตต์/ตารางเซนติเมตร และความสม่ำเสมอของปริมาณแสงจะอยู่ในช่วง ±3% ตลอดอายุการใช้งานของหลอดไฟ ส่วนท่อควอตซ์และกระจกที่มีการเคลือบสีจะช่วยควบคุมแสงอินฟราเรดและแสง UV ที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้อุณหภูมิลดลง และสเปกตรัมของแสงยังคงสม่ำเสมอ ในทางปฏิบัติ นั่นหมายถึงการเกิดปฏิกิริยาการเชื่อมต่อที่เร็วขึ้น ช่วงเวลาการโดนแสงที่สั้นลง และกระบวนการผลิตที่มีความแม่นยำมากขึ้น
นอกจากนี้ หลอดไฟไอโอไดด์แกลเลียมยังต้องการแรงดันไฟฟ้าที่เหมาะสม และการควบคุมกระแสไฟฟ้าที่มั่นคง เพื่อให้แสงในช่วง 365 นาโนเมตรยังคงสม่ำเสมอ หลอดไฟชนิดนี้ไม่สามารถนำมาใช้แทนหลอดไฟปรอทแบบเดิมได้โดยตรง เพราะรูปร่างของกระจกสะท้อนแสง การไหลของอากาศเพื่อระบายความร้อน และช่วงเวลาการเปิด-ปิดหลอดไฟ ต้องเหมาะสมกับความยาวของหลอดไฟและลักษณะทางอุณหพลศาสตร์ของหลอดไฟด้วย ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟชนิดนี้ ควรตรวจสอบความเข้ากันได้ของบัลสต์และระยะโฟกัสของกระจกสะท้อนแสงก่อน หากไม่เหมาะสม ก็จะเกิดปัญหาเดิมอีกครั้ง